ครั้งแรกที่ตรวจพบคนข้ามถนนเป็น “วัตถุที่ไม่รู้จัก” ตามรายงาน NTSB กรณียานยนต์ขับได้เองชนผู้เดินบนถนน

คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) เปิดเผยรายงานเบื้องต้นความคืบหน้าการสอบสวนหาสาเหตุการชนจนมีผู้เสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้เดินถนน และยานยนต์ทดสอบของ Uber Technologies, Inc. ใน Tempe รัฐอะริโซนา สหรัฐอเมริกา

จากที่ได้เสนอข่าวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ อุบัติเหตุรถขับเคลื่อนได้เองของ Uber ชนคนข้ามถนน แต่ยังไม่มีการรายงานความคืบหน้าอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนถึงตอนนี้มีรายงานอย่างเป็นทางการออกมาแล้วจาก คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) (The National Transportation Safety Board) ของสหรัฐอเมริกา

ยานยนต์ทดสอบที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรถยนต์ Volvo XC90 ผ่านการปรับแต่งในปี 2017 อยู่ในการครอบครองของผู้ปฏิบัติงานยานยนต์คนหนึ่ง เป็นเพศหญิง อายุ 44 ปี และเป็นการทำงานกับระบบขับเคลื่อนได้เอง (self-driving system) ในโหมดควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เกิดเหตุชนคนเดินถนนในวันที่ 18 มี.ค. 2561 ทำให้ผู้เดินถนนได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิต ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานยานยนต์ (vehicle operator) ไม่ได้รับบาดเจ็บ

ในรายงานเบื้องต้นของ NTSB จากลักษณะที่เป็นจริงตามที่ปรากฏไม่มีสิ่งบ่งชี้ไปถึงสาเหตุ ผู้เดินถนนเป็นเพศหญิง อายุ 49 ปี แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูมืดทึบ ไม่ได้มองมาในทิศทางของยานยนต์จนกระทั่งก่อนเกิดการกระแทก และเป็นการข้ามถนนในช่วงที่ไม่มีการส่องสว่างจากการให้แสงโดยตรง ผู้เดินถนนพยายามจูงจักรยานโดยที่จักรยานไม่มีสิ่งสะท้อนแสงด้านข้างและด้านหน้าและหลัง ไปจนถึงโคมไฟศีรษะ (headlamp) ส่องไปข้างหน้า เป็นการข้ามทางในลักษณะตั้งฉากกับเส้นทางการวิ่งของยานยนต์ที่กำลังเคลื่อนเข้ามา ผู้เดินถนนเข้าสู่ทางเดินรถจากเกาะกลางถนนในจุดที่ปูพื้นด้วยอิฐเป็นรูปตัว X เมื่อหันหน้ามองไปตามเส้นทางมีสัญญาณบอกผู้เดินถนนให้ใช้ทางข้ามอยู่ในระยะ 360 ฟุต (110 เมตร) ไปทางทิศเหนือของถนน Mill Avenue ซึ่งอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ

รายงานได้บันทึกด้วยว่า ภายหลังเกิดอุบัติเหตุมีการตรวจสอบสารในร่างกายของผู้เดินถนน พบสารที่ให้ผลเป็นค่าบวก คือ เมทาแอมเฟตามีน (methamphetamine) และกัญชา

จุดที่เกิดเหตุอยู่ตอนเหนือของถนน Mill Avenue เส้นทางของผู้เดินถนนแสดงด้วยเส้นสีส้ม และเส้นทางของยานยนต์ทดสอบของ Uber แสดงด้วยเส้นสีเขียว

ตามรายงาน NTSB นั้น Uber เป็นผู้จัดหายานยนต์ทดสอบนี้ พร้อมกับระบบขับเคลื่อนได้เองที่พัฒนาขึ้น ซึ่งประกอบด้วย กล้องมองด้านหน้า-หลังและด้านข้างและตำแหน่งอื่นๆ รวมทั้งหมด 10 ตัว, เรดาร์, ไลดาร์[1], เซนเซอร์นำทาง และหน่วยคำนวณและจัดเก็บข้อมูลซึ่งรวมกันอยู่ในตัวยานยนต์ ยานยนต์มาพร้อมกับส่วนการทำหน้าที่ช่วยคนขับ (driver assistance functions) ที่มีความก้าวหน้าหลายอย่างมาจากโรงงาน ซึ่งเป็นการติดตั้งจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ Volvo ตั้งแต่ต้น รวมทั้งส่วนการทำหน้าที่หลีกเลี่ยงการชนพร้อมกับการเบรกฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ รวมทั้งส่วนการทำหน้าที่ตรวจจับภาวะตื่นตัวของคนขับ และข้อมูลสัญญาณบอกทาง ทั้งนี้ส่วนการทำหน้าที่ต่างๆ ของ Volvo จะถูกปิดการทำงาน (disable) เมื่อยานยนต์ทดสอบนั้นอยู่ในโหมดควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ และจะถูกเปิดการทำงานเมื่อยานยนต์อยู่ในโหมดควบคุมแบบแมนวล

การทำงานของระบบขับเคลื่อนได้เองจะขึ้นอยู่กับแผนที่เป็นสำคัญ ทำให้สามารถจำกัดความเร็ว และกำหนดช่องจราจรในการเดินทางของยานยนต์ ระบบของยานยนต์มีโหมดควบคุมที่ต่างกันสองแบบ คือ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ (computer control) และควบคุมแบบแมนวล (manual control)

ผู้ปฏิบัติงานจะเป็นผู้เริ่มกระตุ้นระบบการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ให้ทำงานในครั้งแรก หลังจากนั้นระบบจะเริ่มทำงานไปตามลำดับ ซึ่งเหมือนกับการกระตุ้นระบบ cruise control ให้ทำงาน ผู้ปฏิบัติงานสามารถเปลี่ยนการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ไปเป็นการควบคุมแบบแมนวล โดยการเข้าไปควบคุมส่วนต่างๆ ด้วยตนเอง คือ พวงมาลัยขับ, แป้นเบรก, แป้นคันเร่ง, ปุ่มออกจากการทำงาน หรือปุ่มยกเลิกการทำงาน

ระบบขับเคลื่อนได้เองที่ Uber พัฒนา เป็นระบบที่ขึ้นอยู่กับการดูแลของผู้ปฏิบัติที่สามารถเข้าแทรกแซงการทำงานได้ถ้าหากระบบเกิดล้มเหลว เพื่อที่จะทำให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างเหมาะสมในระหว่างที่ทำการทดสอบ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้รับผิดชอบในการเฝ้าตรวจสอบข้อมูลจากการตรวจวินิจฉัยของระบบที่ปรากฏขึ้นในส่วนต่อร่วม (interface) ที่อยู่ตรงกลางแผงด้านหน้าของยานยนต์ และติดแท็กเอาไว้เมื่อพบสิ่งที่น่าสนใจเพื่อรอการตรวจสอบต่อไป

จากข้อมูลสถานะที่ได้จากระบบขับเคลื่อนได้เอง แสดงให้เห็นว่าระบบได้บันทึกผลการตรวจพบผู้เดินถนนครั้งแรกจากเรดาร์และไลดาร์ ในช่วงประมาณ 6 วินาทีก่อนที่จะเกิดการกระแทก โดยที่ยานยนต์กำลังเดินทางด้วยความเร็ว 43 ไมล์ต่อชั่วโมง (69 กม./ชม.)

จากเส้นทางการเคลื่อนที่ของยานยนต์และผู้เดินถนนมาบรรจบกัน ซอฟต์แวร์ระบบขับเคลื่อนได้เองได้จัดประเภทผู้เดินถนนว่าเป็นวัตถุที่ไม่รู้จัก, เป็นยานยนต์, และเป็นจักรยาน ซึ่งผลคาดการณ์ดังกล่าวนั้นได้แปรเปลี่ยนไปตามระยะของเส้นทางการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

ณ เวลา 1.3 วินาที ก่อนการกระแทก ระบบขับเคลื่อนได้เองตัดสินใจว่าจำเป็นต้องเบรกฉุกเฉินเพื่อลดความรุนแรงของการชน[2] ซึ่งตามขั้นตอนการเบรกฉุกเฉินของ Uber ที่ต้องการลดโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมไม่แน่นอนของยานยนต์นั้น จะไม่สามารถทำได้ในขณะที่ยานยนต์อยู่ภายใต้การควบคุมของคอมพิวเตอร์ ผู้ปฏิบัติงานยานยนต์เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นและเข้าดำเนินการ โดยที่ระบบไม่ได้ถูกออกแบบให้มีการแจ้งเตือนผู้ปฏิบัติงาน

ในรายงานของ NTSB กล่าวถึงข้อมูลระบบขับเคลื่อนได้เองที่แสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติงานยานยนต์เข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับพวงมาลัยขับเพียงไม่ถึงวินาทีก่อนเกิดการกระแทก และเริ่มเบรกไม่ถึงวินาทีหลังจากการกระแทก ผู้ปฏิบัติงานยานยนต์ได้ให้ปากคำกับ NTSB ว่า เธอเฝ้าตรวจดูส่วนต่อร่วมกับการขับเคลื่อนได้เอง และในระหว่างนั้นเธอใช้โทรศัพท์เครือข่ายส่วนบุคคลและธุรกิจในช่วงที่ยานยนต์ไม่ได้อยู่ในการปฏิบัติ จนกระทั่งหลังจากเกิดการชน

ตามลักษณะที่ปรากฏของระบบขับเคลื่อนได้เองนั้น เป็นการทำงานโดยปกติไปจนกระทั่งถึงเวลาที่เกิดการชน และไม่มีประเด็นความผิดพร่องหรือข้อวินิจฉัยใดๆ ออกมา

ในเนื้อหาของรายงานยังไม่มีการวิเคราะห์ใดๆ และไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่อาจจะเป็นสาเหตุ ซึ่งข้อมูลในรายงานนั้นเป็นเพียงขั้นต้น และจะนำไปสู่ความคืบหน้าในการสอบสวนของ NTSB

NTSB ยังคงรวบรวมข้อมูลทั้งจากระบบขับเคลื่อนได้เองของ Uber, ส่วนต่อร่วมกับยานยนต์, โทรศัพท์เครือข่ายส่วนบุคคลและธุรกิจของผู้ปฏิบัติงานยานยนต์, ผู้ปฏิบัติงานยานยนต์, ผู้เดินถนน และถนน

หมายเหตุ
[1] ไลดาร์ (LIDAR) (Light Detection and Ranging) เป็นระบบตรวจจับและหาพิสัยด้วยแสง ทำงานคล้ายกับเรดาร์ แต่ไม่ได้ใช้คลื่นวิทยุเหมือนกับเรดาร์ แต่ใช้การปล่อยพัลส์สัญญาณแสงอินฟราเรดออกไป แล้ววัดระยะห่างจากที่สัญญาณอินฟราเรดสะท้อนกลับมาหลังจากกระทบกับวัตถุที่อยู่ใกล้
[2] ในระบบขับเคลื่อนได้เองของ Uber วิธีการเบรกฉุกเฉิน หมายถึง การลดอัตราเร่งให้ได้มากกว่า 6.5 m/s2 (เมตรต่อวินาทียกกำลังสอง)

 

ที่มา NTSB และ รายงานเบื้องต้น

 

หลังเกิดเหตุการชน ยานยนต์ทดสอบของ Uber ได้รับความเสียหายที่ด้านหน้าขวา
ข้อมูลย้อนหลังของระบบขับเคลื่อนได้เองของ Uber ที่เกิดอุบัติเหตุการชนจนมีผู้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2561 เป็นการชนของยานยนต์ของ Uber Technologies, Inc. ใน Tempe รัฐอะริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา จากภาพแสดงให้เห็นว่า ในช่วงก่อนการกระแทก 1.3 วินาที ระบบได้ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องเบรกฉุกเฉินเพื่อลดความรุนแรงของการชน แถบเส้นสีเหลือง หมายถึง ระยะเมตรจากข้างหน้าของยานยนต์, เส้นสีส้ม หมายถึง แนวกลางของช่องจราจร, พื้นแถบสีม่วง แสดงถึง แนวเส้นทางการวิ่งของยานยนต์ และเส้นสีเขียว หมายถึง แนวกลางของเส้นทางวิ่งนั้น